|
กะทะ ภาคหิมพานต์ ตอนที่ 11-ศึกชิงมักกะลีผล ตอน 2October 28 2009 at 4:54 PM |
(เข้าสู่ระบบ kan2kan) Registered Users |
| กะทะ ภาคหิมพานต์ ตอนที่ 11-ศึกชิงมักกะลีผล ตอน 2
....................
เก็บเล็กผสมน้อยระหว่างการเดินทางจนในที่สุด ตอนนี้ก็ออกมาเป็นประการฉะนี้
....................
กะทะ กับ ดนตรีฤทธิ์ ลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหาท่านโยคีสิขิมที่กลางห้อง
ทั้งสองโค้งให้กับโยคีสิขิมเป็นการคารวะแล้วหันมาโค้งคำนับให้แก่กันและกัน
คารามันโค้งให้กับโยคีสิขิมแล้วเดินมานั่งที่กะทะนั่งเมื่อครู่
"พวกเธอพร้อมหรือยัง ?"
ทั้งสองพยักหน้ารับพร้อมกัน
"งั้น..ดี...เชิญ...."
โยคีสิขิมพูดจบก็วาดมือลงให้สัญญาณแล้วเดินมานั่งใกล้ ๆ กับคารามัน
กะทะกับดนตรีฤทธิ์เดินมาหยุดลงแล้วหันหน้าเข้าหากัน
ดนตรีฤทธิ์ยื่นมือมาจับแขนกะทะบีบเบา ๆ
กะทะก็ยื่นมือไปบีบแขนดนตรีฤทธิ์เช่นกัน
"ขอให้พ่อหนุ่มต่อสู้ให้เต็มที่ คิดเสียว่าเป็นการอุ่นเครื่องก่อนที่จะสู้กับศัตรูตัวจริงก็แล้วกัน..."
กะทะนิ่งไปวูบหนึ่งยิ้มให้แล้วพูดว่า
"ผมขอขอบคุณท่านดนตรีฤทธิ์เป็นอย่างยิ่ง..."
กล่าวจบกะทะยกมือขึ้นไหว้คนธรรพ์ดนตรีฤทธิ์
ดนตรีฤทธิ์ยิ้มแล้วดึงพิณที่ตัวเองพกติดตัวออกมาชูให้กะทะดูแล้วกล่าวว่า
"อาวุธของข้าคือพิณ..."
กะทะเห็นคารามันใช้ดาบต่อสู้เมื่อครู่ เมื่อคิดดูแล้วการต่อสู้กับพิณควรใช้ดาบน่าจะเหมาะที่สุด
กะทะยกมือขึ้นยามนี้เขาเข้าใจความลับเรื่องสารและพลังงานกระจ่าง
เพียงใช้พลังจิตสร้างให้เป็นวัตถุ จะเป็นอะไรก็ได้ตามปรารถนาในชั่วพริบตา
พลันปรากฏแสงสว่างวาบตั้งแต่ฝ่ามือแล้ววิ่งพุ่งขึ้นแล้วดับหายไป
ในมือของกะทะปรากฏดาบขนาดกำลังเหมาะมือขึ้นมาเล่มหนึ่ง
ตัวดาบเป็นสีขาวเงาวาววับสะท้อนแสงคล้ายกระจกสะท้อนสิ่งที่อยู่รอบข้าง
ช่องที่แหวกเหมือนกับดวงตาคารามันกระจ่างวูบแล้วหรี่ดับลง
ส่วนปากของมันขยับเหมือนจะบ่นพึมพำอะไรแต่ไม่มีเสียง
แม้ท่านโยคีสิขิมเองก็เหมือนจะยืดตัวขึ้นมองและพิจารณาชายหนุ่มคนนี้ใหม่อีกครั้ง
ชายหนุ่มคนนี้น่าสนใจจริง ๆ อายุแค่นี้สามารถเข้าใจความลับฟ้าดินได้ถึงขนาดนี้
ในห้วงดวงจิตของกะทะท่าร่างไท่เก๊กกับปางมือปรากฏวนไปวนมารอบแล้วรอบเล่า
กะทะค้อมกายลงคารวะคนธรรพ์ดนตรีฤทธิ์อีกครั้ง
ขณะนี้ดาบของกะทะไม่ปรากฏอยู่ในมืออีกแล้ว
กะทะยิ้มรำลึกถึงพระคุณของท่านมหาฤๅษีชนะกาล ท่านปู่พรหมฤๅษี เพื่อน้อมองค์คุณนำมาคุ้มเกล้า
จากนั้นกะทะยืนสงบนิ่งในท่วงท่าเริ่มต้นของไท่เก๊ก
คนธรรพ์ดนตรีฤทธิ์ก็งุนงงอยู่เหมือนกันที่มือครู่เห็นท่ากะทะมีดาบในมือแต่ตอนนี้กลับไร้ดาบ
"พ่อหนุ่ม..เจ้าจะใช้ดาบก็ใช้ได้เลย..ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก..."
"ขอบคุณท่านดนตรีฤทธิ์ เมื่อจะใช้ผมสามารถนำออกมาใช้ได้ทุกขณะนั่นแหละครับ จะขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง
ถ้าท่านดนตรีฤทธิ์จะสู้กับผมอย่างสุดกำลัง"
นัยน์ตาของคนธรรพ์ดนตรีฤทธิ์กระจ่างวูบเหมือนจะเข้าใจความประสงค์ของกะทะเขาพยักหน้าแล้วพูดว่า
"สนุกให้เต็มที่เลยนะพ่อหนุ่ม..."
"ครับ..กราบขอบพระคุณครับ..."
...........................
ดนตรีฤทธิ์ยกพิณขึ้นแล้วใช้นิ้วมือกรีดลงไปที่สายพิณทันที
พลังเสียงดังกระหึ่มก้องพุ่งตรงมายังกะทะ
กะทะเห็นกลุ่มพลังที่พุ่งมากับเสียง ตรงมายังข้อมือเป็นการทักทายก่อน
กะทะยิ้มนิด ๆ แล้วใช้ท่วงท่ารวบหางนกกระจอกตวัดม้วนฝ่ามือจนเกิดเป็นพลังหมุนม้วนแล้วดันออก
แสพลังที่แฝงมากับกระแสเสียงเหมือนปะทะกับความหยุ่นเหนียวที่เกาะติดและชักนำให้ผิดทิศทาง
ดนตรีฤทธิ์รู้สึกงุนงงและตากระจ่างมองสบตากะทะแล้วยิ้มให้ก่อนพยักหน้า
กะทะกลับมาอยู่ในท่วงท่าเริ่มต้นของไท่เก๊กเหมือนเดิมอีกครั้ง
อาการดังกล่าวของไท่เก๊กคือการใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว
ดนตรีฤทธิ์โจมตีด้วยเสียงอีกหลายครั้งต่อเนื่องกัน
แต่ก็ถูกกระบวนไท่เก๊กของกะทะดึง ดูด และผลักจนพลังเบี่ยงเบนออกไปได้ทุกครั้ง
ไม่ว่าการโจมตีนั้นจะหนักหน่วง รุนแรง หรือพลิกแพลงอย่างไร
ดนตรีฤทธิ์ผงกศีรษะแสดงความชื่นชมออกมาตรง ๆ
"เมื่อเธอใช้ท่ามวย...เราจะลองใช้มวยต่อสู้กับเจ้าบ้าง"
พูดจบดนตรีฤทธิ์เอาพิณสะพายไหล่แล้วพลิกเอาพิณไปเก็บไว้ที่ด้านหลัง
จากนั้นก็เดินเหยาะ ๆ เข้ามากะทะจนห่างไม่กี่ก้าว
ดนตรีฤทธิ์ตั้งท่ามวยโดยยกแขนทั้งสองขึ้นแล้วออกหมัดมาที่กะทะตรง ๆ
มือทั้งสองของกะทะเคลื่อนไหวจนเกิดพลังหมุนวนตามแรงหยุ่นเหนียวที่แผ่ออกมา
ดนตรีฤทธิ์ออกหมัดเข้าหากะทะหลายครั้งเป็นการหยั่งเชิงก่อน
สายตาของกะทะคมกล้ามองดูเงาหมัดด้วยจิตที่สงบนิ่งสัมผัสพลังที่มากับหมัดคมกล้า
หมัดของดนตรีฤทธิ์เฉียดผ่านเรือนร่างของกะทะในวินาทีสุดท้ายทุกหมัดไป
ดนตรีฤทธิ์ใช้ทั้งหมัด ศอก เข่า ฝ่ามือ นิ้ว เท้า แม้แต่นิ้วเท้า
แต่ไม่ว่าจะพลิกแพลงพิสดารประการใด
กะทะใช้ไท่เก๊กกับปางมือคลี่คลายออกไปได้ทั้งหมด
ดนตรีฤทธิ์โจมตีอยู่นานจึงถอยออกมาแล้วพูดว่า
"พ่อหนุ่ม..วิชาการต่อสู้ของพ่อหนุ่มหยุ่นเหนียวถึงที่สุด แต่เข้มแข็งเหลือกำลัง
ข้าไม่สามารถเข้าถึงตัวเจ้าได้เลย...ข้ารู้ว่าอดีตของเจ้าคงยิ่งใหญ่...
แม้เจ้าจะอายุยังน้อย..แต่สามารถหลอมรวมนามและรูปมาใช้ได้ตามใจปรารถนาแบบนี้
น่ายกย่อง...ต่อไปข้าอยากสัมผัสกับวิชาดาบของเจ้า...สนุกให้เต็มที่นะ..."
"ผม..ขอกราบขอบพระคุณท่านดนตรีฤทธิ์เป็นอย่างมาก ตอนนี้ผมคล่องขึ้นแล้วละครับ..."
คนธรรพ์ดนตรีฤทธิ์หัวเราะเบา ๆ
"ดาบ...."
กะทะร้องออกไปเสียงดัง พอสิ้นเสียงดาบเมื่อครู่ก็ปรากฏอยู่ในกำมือ
คนธรรพ์ดนตรีฤทธิ์ดึงพิณแล้วดึงดาบที่ซ่อนอยู่ภายในพิณออกมา
ดาบของเขามีลักษณะแบนเรียว ปลายตรงไม่โค้งงอ ดูไปเหมือนกระบี่เสียมากกว่า
ตัวและคมดาบเป็นมันสีปีกแมลงทับ
ดนตรีฤทธิ์ย่างสามขุมเข้าหากะทะซึ่งยังยืนนิ่งอยู่กับที่
กะทะปล่อยปลายดาบตกลงสู่พื้น สายตาหรุบลงต่ำสงบนิ่งเหมือนยืนเข้าฌาน
ความรู้สึกภายในจิตใจใสกระจ่างเหมือนดวงจันทร์
ทุกสิ่งเมื่อมีเหตุก็ต้องมีผลเกี่ยวเนื่องสืบต่อกันไป
ดับเหตุได้เมื่อไหร่ ผลก็ดับไปเมื่อนั้น
มีกระบวนท่าก็คือไร้กระบวนท่า
ไร้กระบวนท่าก็คือการมีกระบวนท่า
จากการต่อสู้ด้วยพลังปราณ พลังจิต มาเป็นมวย แล้วจะต่อด้วยอาวุธดาบ
กะทะรู้สึกและมองเห็นได้อย่างชัดเจน
ด้วยการสัมผัส และรู้สึก เขาสามารถสืบค้นต้นเหตุได้กระจ่าง
เมื่อจู่โจมเข้าหาต้นเหตุได้ ผลที่ตามมาก็เป็นอันยุติ
นี่จะใช่เคล็ดวิชาสูงสุดของการต่อสู้หรือเปล่ากะทะก็ไม่ทราบ
แต่กะทะเห็นการโจมตีที่ผ่านมาของดนตรีฤทธิ์ เขารู้และมุ่งทำลายต้นเหตุเสียทุกคราวไป
เมื่อมองย้อนไปถึงการต่อสู้ของคารามันกับบราปรี
กะทะมองเห็นจุดอ่อนของบราปรีและจุดอ่อนของคารามันออกได้เช่นกัน
แต่กะทะเชื่อว่าคารามันยังไม่ได้นำวิชาที่แท้จริงของมันออกมา
ตราบใดที่มีกระบวนท่าก็มีเส้นทางให้สืบสาวเพราะจิตมันมีแรงกระเพื่อม
แต่เมื่อไม่มีกระบวนท่าก็เหมือนไร้เงาไร้ร่องรอยเหมือนอยู่ในม่านหมอก
เช่นขณะนี้ คนธรรพ์ดนตรีฤทธิ์มองกะทะด้วยความงุนงง
เพราะท่าร่างของกะทะปล่อยวางจนว่างถึงที่สุด
จิตของดนตรีฤทธิ์ไม่รู้สึกและสัมผัสได้ถึงการมีตัวตนของกะทะแต่อย่างใด
เขารู้สึกว่าเหมือนตัวยืนอยู่หน้ากระจกเงา ที่มีตัวเขากับเงาของตัวเองในกระจกเท่านั้น
คนที่ตกใจไม่ใช่มีเพียงคนธรรพ์ดนตรีฤทธิ์พียงคนเดียว
โยคีสิขิมกับคารามันต่างก็เบิกตาโพรงจ้องมองกะทะไม่วางตา
เพราะต่างก็รู้สึกและสัมผัสได้ถึงความว่างของกะทะเช่นกัน
คนที่ตระหนกและครุ่นคิดอย่างหนักเป็นที่สุดก็คือคารามัน
ตอนนี้มันกำลังวิเคราะห์ค้นหาวิชาจากการแสดงออกทางด้านพลังของกะทะ
ทำยังไงมันก็ไม่อยากจะเชื่อว่ากะทะสามารถเข้าถึงความว่างได้โดยสมบูรณ์ เพราะมันก้าวเร็วเกินไป
กะทะยังอยู่ในสภาพของร่างกายมนุษย์ธรรมดาที่เพียรสร้างสมบารมีจิต
ส่วนมันต่างหากที่อยู่ในสภาพกึ่งเทพกึ่งมาร ที่เหมาะในการพัฒนาพลังจิตได้ง่ายและเร็วกว่า
ตั้งแต่มันตามหากะทะจนเจอมันรู้สึกว่าการพัฒนาทางพลังจิตของกะทะเหมือนก้าวกระโดด
แม้ในอดีตชาติกะทะจะคร่ำเคร่งและพัฒนาพลังจิตมามากจนประมาณไม่ได้
แต่ในชาตินี้มันรู้ดีว่ากะทะเพียงได้เรียนรู้วิชาปราณกับทรงจิตอยู่ในอภิญญาห้าจากหกเท่านั้น
แล้วทำไม..? ทำไม..? เจ้ากะทะจึงสามารถพัฒนาไปจนถึงความว่างที่มันเองก็เพียรพยายามอยู่เหมือนกัน
คารามันไม่เข้าใจจริง ๆ พยายามคิดเท่าไหร่ก็หาเหตุหาผลไม่ได้
เมื่อหาสาเหตุไม่ได้จิตใจก็ไม่สงบสันติ ไม่นิ่งจนถึงความว่างเช่นกะทะ
มันเองเข้าใจเรื่องนี้กระจ่าง ถ้ามันเป็นแบบนี้มันก็ไม่มีทางต่อสู้กับกะทะได้เลย
"กิ๊ก ๆ ๆ ๆ....."
เสียงดาบปะทะกันดังเหมือนเสียงแก้วกระทบกัน
คารามันสะดุ้งแล้วจมลงสู่ความคิดของตัวเอง
มันจ้องปลายดาบของกะทะที่ปล่อยชี้ลงพื้นไม่วางตา
มันประหลาดใจมากที่มันเห็นกะทะอยู่ในท่วงท่าเช่นนี้อยู่เสมอ ๆ
แต่พอคนธรรพ์ดนตรีฤทธิ์ใช้กระบวนท่าดาบพุ่งเข้าหา
ปลายดาบของกะทะเป็นต้องจี้ถูกจุดสำคัญจนทำให้ดนตรีฤทธิ์จำใจต้องรั้งดาบถอยกลับคืนที่คราไป
บางครั้งดนตรีฤทธิ์ไม่สามารถรั้งดาบคืนได้ทันปลายดาบกะทะกับจี้ถูกตัวดาบของดนตรีฤทธิ์ จนเกิดเสียง "กิ๊ก ๆ ๆ" ดังก้อง
ดนตรีฤทธิ์ต้องถอยกายออกไปแล้วบุกเข้าหาใหม่ทำอยู่เช่นนี้
ดนตรีฤทธิ์ป้อนกระบวนท่าดาบจู่โจมกะทะไปเรื่อย ๆ จากร้อยกระบวนท่าจนบัดนี้ก็คงมากกว่าพันกระบวนท่า
แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรพลิกแพลงแค่ไหน
ดนตรีฤทธิ์ก็ไม่สามารถทำให้กะทะขยับเท้าออกจากที่ได้แม้ก้าวเดียว
คารามันจ้องดนตรีฤทธิ์กับกะทะนิ่ง
บัดเดี่ยวมันก็ยิ้มร่า และอีกเดียวก็ถอนหายใจ หน้านิ่วคิ้วขมวด แต่พออีกเดี่ยวก็ชูกำปั้นขึ้นดีใจ
แต่โยคีสิขิมที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่ได้สนใจใยดีอะไรกับมัน
สายตาของท่านโยคีถูกความว่างของกะทะดึงดูดความสนใจไปจนหมดสิ้น
แม้กลุ่มผู้ที่ติดตามชมดูการต่อสู้โดยผ่านฌานญานต่างก็ตัวเกร็งกันไปทุกคน
คนธรรพ์ดนตรีกาลได้สื่อจิตมายังท่านโยคีสิขิมว่า
"ท่านโยคี..พวกเราจะขออนุญาตเข้ามาชมอยู่ในมิตินี้ด้วยได้หรือไม่ ?"
โยคีสิขิมคล้ายตื่นจากภวังค์แล้วตอบกลับไปว่า
"เราจะเปิดทางให้พวกเจ้าเข้ามา..แต่ต้องอยู่ในขอบเขตจำกัดเท่านั้นนะ..."
"ขอคารวะท่านโยคี...พวกเรารับทราบตามนั้น"
จากนั้นช่องมิติก็เปิดออกอีกครั้ง ทั้งหมดสิบเจ็ดท่านก็ถูกดูดเข้าไปในมิติทันที
ทั้งหมดมานั่งเรียงแถวกันอยู่ข้าง ๆ ท่านโยคีสิขิมและคารามัน
การต่อสู้ภายในห้องทั้งกะทะและคนธรรพ์ดนตรีฤทธิ์กำลังสนุก
กระบวนท่าดาบของดนตรีฤทธิ์ยิ่งนานยิ่งเร็วและหนุนเนื่องกระดุจสายน้ำตกไม่ขาดสาย
แต่น่าแปลกที่กะทะมักจี้ปลายดาบเข้าไปทำลายกระบวนท่าดาบของดนตรีฤทธิ์ได้เกือบทุกครั้ง
หากครั้งที่กะทะจี้ปลายดาบเข้าใส่แล้วดนตรีฤทธิ์เปลี่ยนกระบวนท่าไม่ทันการปะทะก็เกิดขึ้น
ตอนแรก ๆ ก็มีเสียงดังกิ๊ก ๆ ๆ แต่พอนานเข้าเหมือนกะทะจะควบคุมพลังเอาไว้ได้มีแต่เสียง 'วิ๊ด ๆ ๆ'
ไม่มีใครบอกได้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ทุกคนเห็นชัดถึงการปะทะกันของดาบทั้งสอง
ปล่อยให้ทุกคนรับทราบถึงพลังปราณและพลังจิตอย่างมหาศาลปล่อยออกมา
แต่น่าแปลกที่ทำให้เกิดเสียงเหมือนกับเป่าเขาสัตว์
ดนตรีฤทธิ์ควงดาบจนปรากฏเป็นเหมือนกงจักรขนาดใหญ่ที่หมุนเนื่องเข้าหากะทะ
แต่กะทะก็ยังคงยืนสงบนิ่งเหมือนกับคนเข้าฌาน
ปรากฏเพียงปลายดาบที่จี้ลงไปยังตำแหน่งต่าง ๆ ของเงากงจักรเท่านั้น
เสียง กิ๊ก ๆ ๆ แช๊ะ ๆ ๆ ปรากฏถี่ ๆ นับครั้งไม่ถ้วน
ในที่สุดเงามายากงจักรที่เกิดจากดาบของดนตรีฤทธิ์ก็สลายไปในทันที
ดนตรีฤทธิ์ถอยกายออกมาสามก้าวแล้วโค้งให้กับกะทะพร้อมกับหัวเราะร่าแล้วพูดว่า
"สมใจอยากมาก ๆ พ่อหนุ่ม...ตอนนี้เธอบรรลุถึงความว่างแล้ว ข้าไม่ใช่คู่มือของเจ้า...ขอแสดงยินดีด้วย"
"ผมกราบขอบพระคุณท่านคนธรรพ์ดนตรีฤทธิ์เป็นอย่างยิ่งที่ช่วยเค้นความสามารถนี้ออกมาได้"
กะทะโค้งตัวลงคำนับ
"พ่อหนุ่มไม่เป็นไรหรอก..เราได้ยืดเส้นยืดสายก็สนุกดีเหมือนกัน เธออยากจะทดสอบอย่างอื่นอีกหรือเปล่า ?"
กะทะส่ายหน้าแล้วพูดว่า
"ผมคิดว่าผมพร้อมแล้วครับ..."
"อย่างนั้นก็ได้ ข้าจะบอกกับท่านโยคีสิขิมว่าเจ้าเป็นผู้ชนะ..."
กะทะยกมือขึ้นไหว้แล้วค้อมศีรษะลง
....................
"ท่านโยคี...ข้ายอมแพ้เจ้าหนุ่มของท่านแล้วละ...จิตใจเจ้าหนุ่มเหนือขอบเขตที่ข้าเองก็ยังเข้าไม่ถึง"
ท่านโยคีหัวเราะแล้วพูดว่า
"เธอก็ได้เล่นสนุกสมใจแล้วซิ...อ้าว...ได้ ๆ งั้นต่อไปเจ้าหนุ่มก็ต้องต่อสู้กับคารามันแล้วละนะ..."
คารามันลุกขึ้นยื่นแล้วหันมาทางกะทะแล้วกล่าวด้วยเสียงอันดังว่า
"สัญชัย..เจ้าต้องการพักผ่อนก่อนหรือเปล่า ?"
พูดจบคารามันหัวเราะร่าแบบเย้ยหยัน
"ไม่เป็นไรหรอกคารามัน...เชิญเจ้าได้เต็มที่เลย...."
กะทะโค้งให้กับคารามันและปรายตามองมันอย่างรู้ทัน
คารามันหัวเราะแล้วพูดว่า
"แล้วเจ้าอย่ามาหาว่าข้าเอาเปรียบละเวลาเจ้าพ่ายแพ้ขึ้นมา...."
กะทะส่ายหน้าแล้วพูดด้วยแววตาสงบนิ่งว่า
"แพ้ก็คือแพ้...ข้าจะไม่ต่อว่าต่อขานอะไรเจ้าทั้งสิ้น..."
คารามันเดิมมั่นใจเต็มเปี่ยมว่ายังไงก็สามารถฆ่ากะทะได้
แต่พอมันเห็นการต่อสู้ของกะทะกับดนตรีฤทธิ์มันชักไม่มั่นใจขึ้นมาเหมือนกัน
เพราะทางเดียวที่มันจะชนะได้ก็ต้องใช้เล่ห์เอาเปรียบให้ได้มากที่สุด
มีแต่เล่ห์เท่านั้นที่ไม่ว่าจะมีฝีมือเท่าไหร่ก็ต้องจบชีวิตมานับไม่ถ้วน
.................
ขณะที่ดนตรีฤทธิ์กำลังเดินออกไปและคารามันลุกขึ้นยืนยังทันจะเดินเข้ามา
ภายในดวงจิตของกะทะเหมือนมีคนอ่านโศลกภควัตคีตาดังขึ้น
"รบเถิดอรชุน! เพราะในโลกนี้ไม่มีความดีใดของกษัตริย์เทียบเท่ากับการทำสงครามเพื่อปกป้องความถูกต้องนี้ได้เลย
...ถ้าท่านไม่ยอมทำสงครามเพื่อพิทักษ์ไว้ซึ่งคุณธรรมแล้ว เท่ากับว่าท่านนั้นได้ละทิ้งหน้าที่และเกียรติของตนเอง
การละเลยหน้าที่นั่นจะพาให้ท่านประสบกับบาปกรรม"
เสียงอ่านโศลกก้องสะท้อนไปมาอยู่ภายในภวังคจิต
ยิ่งทำให้กะทะมีความมุมานะและฮึกเหิมอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
เมื่อคารามันเดินเข้ามาในเวทีที่ใช้ต่อสู้
มันเดินเข้ามาห่างจากกะทะประมาณสิบก้าวจึงหยุดแล้วหัวเราะเบา ๆ
กะทะยืนมองมันนิ่งจิตใจกลับสงบนิ่งมั่นคงเหมือนหินผา
ภาระ หน้าที่ ความรับผิดชอบ และการละเลยหน้าที่ต่างหากที่เป็นบาป
การไม่ผดุงรักษาความเป็นธรรมนั่นต่างหากละที่เป็นบาป
จิตที่สงบนิ่งสัมผัสกับสิ่งที่น่าตกใจของคารามันอย่างหนึ่งขึ้นมา
กะทะเบิกตาออกกว้างแล้วถามคารามันออกไปตรง ๆ
"เจ้าคารามัน...เจ้าคนชั่ว..ขณะที่อยู่ในโลกเจ้าสูบเลือดเนื้อของมนุษย์เป็นอาหารดอกหรือ ?"
คารามันหัวเราะลั่น กลบเสียงฮือฮาของผู้ที่ผ่านมิติเข้ามาดูการต่อสู้
"ข้าสูบกินเลือดเนื้อและปราณชีวิตของมนุษย์ในช่วงเกือบสามเดือนนี่เป็นร้อย ๆ คน เลือดมนุษย์นี่อร่อยเหลือเกินสัญชัย..."
น้ำเสียงเหมือนจะเยาะเย้ยถากถางและดูแคลน
"พวกนั้นทำผิดอะไรเจ้าจึงไปดูดเลือดเนื้อและปราณจนต้องตายทั้งเป็น โดยที่พวกเขาไม่รู้เหนือรู้ใต้ ?"
"ก็เลือดเนื้อและปราณของพวกมันทำให้ข้าเข้มแข็ง เป็นพลังที่ทำให้ข้าค้นหาเจ้าพบไง...?"
"บาปกรรมจะต้องติดตามและลากเจ้าไปสู่นรกอเวจีอีกครั้งแล้ว...คารามัน..."
"อย่ามาพูดมากปากดีเลยเจ้าสัญชัย เจ้ามีดีอะไรก็งัดเอาออกมาเถอะ ตอนนี้ข้าจะให้เจ้าดูของดีของข้า.."
พูดจบคารามันยกเท้าขึ้นข้างหนึ่งงอแนบอกใช้อีกข้างเป็นแกนแล้วพลิกตัวหมุน
ความเร็วการหมุนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ
ในที่สุดร่างของคารามันหมุนติ๋วเหมือนลูกข่างขนาดใหญ่
กะทะยืนมองด้วยความงุนงง แต่ก็ไม่ประมาท
กะทะไม่ขยับ..ยืนนิ่งมองการกระทำของคารามันต่อไปว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น
ด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงหวีดหวิว
จากนั้นเกิดมีเส้นสายสีดำหลุดปลิวออกมาจากเรือนร่างของคารามัน
ในมือของกะทะที่ถือดาบอยู่ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นศรพรหมมาศตามความต้องการของจิตทันที
เส้นสายสีดำของคารามันหลุดออกมาเรื่อย ๆ และเริ่มรวมตัวกันจนแผ่นใหญ่พริ้วสะบัดขึ้นลงเหมือนผืนธงที่มีคนโบก
ความเร็วของการหมุนตัวของคารามันเริ่มช้าลงแล้วในที่สุดก็หยุดนิ่ง
กะทะจ้องคารามันนิ่ง
เรือนร่างของคารามันที่ดำสนิทยิ่งกว่าความมืดดำ
ตอนนี้มันกลายร่างเป็นสีขาวทั้งร่างกายและใบหน้าแม้แต่เรือนผมอย่างกะพอกแป้ง
คารามันกลายเป็นชายหนุ่มหน้าขาวใส่ชุดสีขาวยืนอยู่กลางห้อง
มันหันมามองกะทะแล้วหัวเราะเสียงดังลั่นห้อง
"งงละซิ....นี่แหละร่างที่แท้จริงของข้า...ส่วนที่เจ้าเห็นนั่นคือชุดดำนรกาลของข้า...ระวังตัวให้ดีละ อย่าหาว่าข้าไม่เตือน"
กะทะยืนมองและฟังมันนิ่งไม่ไหวติง
การรับรู้ทางจิตเกิดขึ้นอย่างกะทันหันว่าคารามันได้สูบเลือดเนื้อและปราณของมนุษย์มากมายก่อนจะได้เรือนร่างคืนมา
ภาพต่าง ๆ เกิดขึ้นทางจิตของกะทะ มันยิ่งทำทำให้เขาหดหู่ที่เห็นดวงจิตที่อยู่ขังอยู่ในร่างขาวโพลนร่างนี้มากมาย
กะทะแผ่บุญฤทธิ์ส่งไปให้บุคคลที่ถูกคารามันสูบเลือดเนื้อและปราณทุกคน
คารามันยืนนิ่งสะบัดชุดดำที่อยู่ในมือมันให้เปลี่ยนรูปเป็นกระบี่ยาวสีดำ
มันยกกระบี่ขึ้นชูแล้วพูดว่า
"สัญชัย..ข้าจะฆ่าเจ้าสังเวยกระบี่ดำนรกาลในมือข้า..คอยดูซิ..."
กะทะยืนสงบและนิ่งเงียบเปี่ยมไปด้วยสติและสัมปชัญญะ
แม้ลมหายใจของคารามันก็ไม่พ้นจากการรับรู้เข้าไปในความว่างของกะทะ
กะทะอาจจะประหลาดใจกับร่างแท้จริงของคารามัน
แต่ก็เป็นเพียงความประหลาดใจไม่ใช่ความวิตกหรือหวั่นไหว
ที่กระทบจิตของกะทะเป็นอย่างยิ่งก็คือชุดดำที่อยู่ในสภาพกระบี่ของมันต่างหาก
อาวุธในมือของกะทะเปลี่ยนรูปจากศรพรหมมาศมาอยู่ในรูปของกระบี่เรียวยาว
กะทะสะบัดมือเบาพลันเกิดเสียงกระหึ่มก้องเหมือนเสียงกู่คำรามดังขึ้น
กะทะยกกระบี่ในมือขึ้นแล้วชี้ตรงไปยังคารามัน
ฉับพลันก็เกิดเงาดำพุ่งวาบออกมาจากมือของคารามัน
เงาดำเหล่านั้นพุ่งเข้าหากะทะหลากหลายเส้นสายทางพร้อม ๆ กัน
กะทะยืนนิ่งไม่ขยับแม้แต่นิดเดียว กระบี่ในมือที่ยกขึ้นก็ยังค้างอยู่ในท่าเดิม
เสียววินาทีเป็นวินาทีตาย พลันบังเกิดเงากระบี่เจิดจ้าพร่างพรายเป็นจุดแต้มเหมือนกับดวงดอกไม้
ดอกไม้แต่ละดอกจากตูมแล้วก็แบ่งบานตอบรับจุดดำแล้วทำให้จุดดำเหล่านั้นสลายวับหายไป
เกิดเสียงฮือฮากับความสวยงามของมวลดวงดอกไม้ที่เกิดจากเงากระบี่ของกะทะ
กะทะเองก็บอกไม่ได้ว่ากระบวนท่ากระบี่ที่เขาใช้ชื่อว่าอะไร เกิดจากไหน เรียนมาจากไหน
กระบวนท่ากระบี่ที่ไม่ใช่เกิดจากการัดแปลงกระบวนท่าจากไท่เก๊กหรือปางมือ
แต่เป็นกระบวนท่าของจิตปรารถนาที่จะเคลื่อนมือ เท้า และกระบี่ออกไปในรูปแบบนั้น ๆ
คารามันเองก็ตะลึงวูบไปกับความงดงามของมวลดอกไม้เมื่อครู่เหมือนกัน
เสียงของผู้ที่สังเกตการณ์ที่ดังฮือฮาแล้วเกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณ
กะทะยังคงยืนนิ่งปล่อยปลายกระบี่ให้ชี้ลงพื้น
สิ่งที่แตกต่างจากเมื่อครู่ก็คือตอนนี้กะทะหรุบสายตาลงมองพื้นเหมือนกับว่ายืนอยู่เพียงคนเดียว
ปล่อยวางให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดขึ้นกับจิต และอยู่กับพลังปราณเท่านั้น
ชุดดำในมือของคารามันที่อยู่ในรูปของกระบี่ยาวเกิดการแปรเปลี่ยนเป็นทวนดำยาว
ใบหน้าขาววอกราวพอกแป้งแสยะปากยิ้มแล้วส่งเสียงครืดคราดในลำคอ
คารามันขยับร่างเข้ามาอีกนิด มือเดียวของมันยกทวนขึ้นให้ด้ามหอกอยู่กับซอกแขนปลายหอกชี้ตรงมายังกะทะ
"ไม่เลวนี่นา..สัญชัย...ไม่เลว..มา..มา..เรามาสนุกกัน..."
ช่วงแรกคารามันเดินเวียนไปรอบ ๆ แล้วขยับเข้ามาทีละนิด ๆ
ปลายทวนของคารามันเข้าใกล้หน้าอกของกะทะ
มันพยายามร่ายทวนเข้าหากะทะเพื่อหาจุดอ่อนและช่องว่างในการโจมตี
กะทะยังสงบนิ่งเงยหน้าขึ้นแล้วยกกระบี่ในมือขึ้นช้า ๆ
ปลายกระบี่ชี้ตรงเข้าหาปลายทวน
คารามันขยับดึงทวนถอยออกมา เหมือนพยายามมองหาช่องว่างรอยโหว่ใหม่อีกครั้ง
มันเองรู้สึกได้ถึงความว่างอันยากจะหยั่งของกะทะ
ในความว่างนั้นมันมองหาร่องรอยอะไรไม่เจอแม้แต่นิดเดียวให้สืบสาว
คารามันเริ่มขยับขาออกด้านข้างไปทีละนิด ๆ อีกครั้ง
แม้จะได้เปรียบเรื่องความยาวของอาวุธ แต่ที่มันกลัวก็ คือ โอกาสการจู่โจม
หากการจู่โจมครั้งเดียวไม่เห็นผล ความได้เปรียบจะเป็นของกะทะทันที
มันไม่มั่นใจเต็มที่ว่าครั้งเดียวของมันจะสยบกะทะลงได้เด็ดขาด
ถ้าหากพลาดในการจู่โจมครั้งแรก..ความยาวของทวนจะเป็นอุปสรรคในระยะประชิดตัวทันที
กะทะยังยืนนิ่งใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหวทั้งมวลเหมือนเดิม
ในช่วงการขยับตัวทีละนิดของคารามันกะทะอ่านออกจนทะลุปรุโปร่ง
จิตของคารามันเกิดความลังเล ไม่มั่นใจ ไม่กล้าตัดสินใจว่าจะบุกจู่โจมดีหรือเปล่า ?
เมื่อเป็นแบบนี้ยิ่งนานความกดดันที่มันได้รับยิ่งหนักหนักหนาสาหัสขึ้น
และเป็นขณะที่จะเกิดช่องว่างให้กะทะสามารถฉกฉวยได้
ยิ่งผ่านไปกะทะยิ่งเข้าใจและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ความแปรเปลี่ยนระหว่างสสารและพลังงาน
ถ้าจิตคือเตาปฏิกรณ์ปรมานู สสารก็คือยูเรเนียม พลังงานก็คือพลังปรมานู
พลังเหล่านี้ย่อส่วนลงมาจากพลังของพระผู้สร้างในตอนสร้างโลกและจักวาล
เมื่อพลังงานถูกพลังจิตมหาศาลบีบอัดมาก ๆ ก็จะกลายเป็นสสาร
ขณะที่สสารเมื่อถูกพลังจิตปลดปล่อยการเกาะเกี่ยวจากการบัดอัดออกก็จะกลับมาเป็นพลังงาน
เพราะมูลฐานแท้จริงของโลกและมหาจักรวาลก็คือพลังงานล้วน ๆ
ในมหาจักรวาลนี้ต่างก็ล้วนอยู่ในกฎเกณฑ์อันนี้
ผู้รู้ก็นำเอาสัจจะธรรมอันนี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์เฉกเช่นกะทะในตอนนี้
กระบี่ในมือของกะทะชั่ววูบแปรรูปก็เป็นดาบ จากดาบเป็นกระบี่
จากกระบี่กลายเป็นกระบอง หรืออะไรก็ตามแต่จิตสร้างสรรค์ออกมา
ตอนนี้กะทะไม่จำเป็นต้องใช้สิ่งใดเป็นอาวุธอีกแล้ว เหมือนกับคำว่ากระบี่ (อาวุธ) อยู่ที่ใจอย่างแท้จริง
ใจต้องการอย่างไรมันก็เป็นและออกมาเป็นอย่างนั้นนั่นแหละ
คารามันยังเดินเวียนไปรอบ ๆ มันไม่กล้าผลีผลามปลายทวนของมันชี้ตรงมาที่ร่างของกะทะ
กะทะเองก็ยืนนิ่งไม่ไหวติงกระบี่แปรรูปเปลี่ยนร่างไปมาระหว่างดาบกับกระบี่ชี้ตรงไปที่หน้าของคารามัน
กะทะไม่สนใจปล่อยให้คารามันขยับร่างวนไปตามที่มันต้องการ
...............
สภาพของผู้สังเกตการณ์เกือบยี่สิบคนต่างเกร็งจนเกือบไม่หายใจ
ส่วนใหญ่เริ่มวิจารณ์ว่าทำไมคารามันจึงไม่กล้าบุกเข้าหากะทะเสียที
ผู้ที่พัฒนาทางจิตขึ้นมาจนถึงระดับสูงเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่กระจ่างและเข้าใจ
กลุ่มนี้ทราบดีว่าทั้งสองได้สัปประยุทธ์กันทางจิตกันแบบเอาเป็นเอาตายทุกวินาที
ถ้าใครอ่อนล้าลงนิดเดียวก็อาจถึงแก่ชีวิตได้ในพริบตา
กะทะดูจะผ่อนคลายมากกว่าคารามัน
ยิ่งนานคารามันก็ยิ่งเครียดจนปลายทวนเริ่มสั่นไหวไม่นิ่งเหมือนตอนแรก
.......................
ในพริบตาคารามันตัดสินใจแทงปลายทวนไปที่ข้อมือของกะทะทันที
มันยินดีวูบที่กะทะยังยืนนิ่งจนปลายทวนของห่างจากข้อมือเพียงไม่ถึงนิ้ว
คารามันทุ่มพลังจิตและปราณลงไปในทวนนี้จนหมดสิ้น
มันหวังผลในทวนแรกของมันอย่างยิ่ง
เมื่อเห็นกะทะเหมือนจะไม่สำเหนียกภายในใจมันลอบยินดีปรีดาเต็มที่
แต่...ทันทีที่ปลายทวนของมันขยับเข้าไปอีกแค่เมล็ดงาเดียว
อาวุธในมือของกะทะกลับเปลี่ยนรูปเป็นค้อนใหญ่แล้วตอกลงไปตรงปลายทวนของคารามันทันที
"ปัง........"
เสียงดังเหมือนทุกก่อนหินแข็ง
ทุกคนเห็นว่าคารามันสะท้านไปทั้งร่าง มันเซถอยหลังออกไปเกือบสิบก้าว
ทวนในมือเปลี่ยนกลับกลายเป็นชุดดำนรกาลเหมือนเดิม
มันยืนนิ่ง กะทะเองก็ยืนนิ่ง..สายตาทั้งสองประสานกันสนิท
คารามันปรากฏรอยยิ้มแสยะที่มุมปาก
"ยอดมาก...ยอดมาก....สัญชัย...แต่เจ้าก็พลาดที่มีโอกาสแล้วไม่ตีโต้กลับมา..."
กะทะส่ายหน้าแล้วกล่าวเบา ๆ ว่า
"คารามันอโหสิเสียทีเถิด..."
กะทะพูดเสียงอ่อนโยน
"ไม่..ไม่มีทาง...ข้าจะพยาบาทเจ้าเท่ากับเม็ดเลือดในกายข้าทั้งหมด..ข้าจะติดตามล้างผลาญเจ้าไปทุกชาติทุกภพ.."
คารามันพูดอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
กะทะถอนหายใจแล้วหันไปถามโยคีสิขิมว่า
"ท่านโยคี..วาระที่มักกะลีผลหลุดจากขั้วใกล้จะถึงหรือยัง....?"
"ยัง..พ่อหนุ่มอีกหลายชั่วยาม..เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงจะไม่มีใครมายุ่งเกี่ยวกับนารีผลตนนั้นของเจ้าอีกแล้ว
ทุกคนในที่นี่ต่างเคารพกฎเกณฑ์..และต่างก็มีคุณธรรมเสมอกัน..พ่อหนุ่มข้ารับรอง"
"ขอให้ท่านโยคีช่วยเตือนกระผมด้วยก็แล้วกันนะครับ..."
"ข้ารับปากจะเตือนเจ้าเองพ่อหนุ่ม..ไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้..."
คารามันฟังแล้วก็หัวเราะลั่น
"กล้า..สัญชัย...เจ้ากล้ามั่นใจถึงขนาดนั้นเลยเชียวหรือ...?"
กะทะยิ้มน้อย ๆ ก่อนตอบว่า
"อโหสิกรรมให้แก่กันและกันเถิดนะคารามัน..."
"อย่าพูดอีกนะ..ข้าจองอาฆาตพยาบาทเจ้า..ไม่มีทาง..."
"อย่างนั้นก็ตามใจ..ธรรมะกับอธรรมย่อมอยู่ร่วมกันไม่ได้อยู่แล้วนี่นา... ตัวเจ้าเองเพื่อประโยชน์ของตัวเอง
เจ้าถึงกับสูบเลือดเนื้อชีวิตและปราณมนุษย์เข้ามาหล่อเลี้ยงโดยขาดเมตตา"
กะทะพูดจบแล้วถอนหายใจอย่างสังเวช
"เจ้าไม่ต้องไปยกเอาธรรมะหรืออธรรมมาพูดให้ข้าเบื่อหน่ายเลยวะ..ผู้ชนะเป็นเจ้า ผู้แพ้ก็เป็นโจร...
กฎข้อนี้เจ้าก็ทราบดีเช่นเดียวกันข้า ผู้ชนะก็คือผู้ทรงธรรม ผู้แพ้ก็คืออธรรม..."
พูดจบมันก็หัวเราะลั่นห้องกระแสเสียงแหบโหยเสียดหู
กะทะถอนหายใจหายยาวแล้วกล่าวว่า
"เมื่อเจ้าไม่ฟังเหตุฟังผล ไม่พิจารณาสิ่งชั่วสิ่งดี อย่างนั้นเราก็มาตัดสินกันด้วยโชคชะตาเถิด..."
"นั่นหละที่ข้าต้องการ...เจ้าแม้จะได้เปรียบข้าอยู่นิดหน่อย แต่เจ้าไม่สู้จริงนี่นา..ข้ายังมีอะไรอีกเยอะ..."
"ถ้าอย่างนั้นก็เชิญเลย..ข้าพร้อมจะสนอง เชิญซิคารามัน..."
กะทะพูดเสียงเด็ดขาดแล้วผายมือซ้ายออก ในมือขวาของกะทะกุมรูปกระบี่เอาไว้เหมือนเดิม
คารามันสะบัดชุดดำของมันเป็นวงแล้วแล้วดีดออกมาเป็นกระบี่ดำยาวใหญ่อีกครั้ง
บังเกิดเสียงฮือฮามาจากกลุ่มผู้สังเกตการณ์
"กระบี่นั่น....มันคือกระบี่โลกันต์ของนักพรตอู๋นี่นา...ดูตัวอักษรที่สลักซิ"
"ใช่ ๆ ๆ"
อีกตนหนึ่งกล่าวขึ้น
"หรือนักพรตอู๋ท่าน..ท่าน..."
อีกตนหนึ่งกล่าวด้วยความหดหู่
คารามันได้ยินเฉกเช่นเดียวกับกะทะก็ได้ยิน
"ใช่แล้ว...ข้าสูบเลือดกินเนื้อและพลังปราณของหลวงจีนองค์นั้นนั่นแหละ ก็ขอดี ๆ ไม่ให้นี่นา...ดูให้เต็มตา..นี่คือกระบี่โลกันต์..."
พูดจบคารามันชูกระบี่โลกันต์ของมันขึ้นสูงเหนือหัว
จากคำร่ำลือนักพรตอู๋ผู้ชั่วร้ายได้บำเพ็ญพรตจนมีฌานแก่กล้า
วันหนึ่งท่านได้พบกับกระบี่โลกันต์ซึ่งเป็นกระบี่มารที่ชอบดื่มเลือดมนุษย์ในถ้ำลึก
จิตสังหารของกระบี่โลกันต์นั้นรุนแรงมากได้ชักนำนักพรตอู๋มายังแดนหิมพานต์
ไม่ทราบว่าคารามันทราบเรื่องนี้จากใครจึงได้ไปหานักพรตอู๋แล้วสังหารท่านแย่งกระบี่โลกันต์มา
"ระวังตัวให้ดี ๆ เถอะสัญชัย...เพราะข้าเองก็ไม่สามารถคุมรังสีกระบี่โลกันต์ได้ตามใจต้องการ
เมื่อตัวกระบี่เกิดจิตสังหาร..ฮะ...ฮาาาา...เจ้ามีแต่ทางตายสถานเดียว"
แม้แต่โยคีสิขิมก็ถอนหายใจยาว..คิ้วขมวด...แล้วกล่าวว่า
"คารามัน..เจ้าทำไมถึงต้องก่อเวรมากมายถึงขนาดนี้ เพื่ออะไรกัน...?"
"ข้าอาฆาต..ข้าพยาบาทกับสัญชัยมานับชาตินับภพไม่ถ้วนแล้ว ท่านโยคี ข้าได้ตั้งสัจจะอธิษฐานว่าจะตามหาและฆ่ามันในทุก ๆ ชาติ"
พูดจบก็หัวเราะร่าอย่างยินดีที่ทุกคนตกตะลึงกับกระบี่โลกันต์
"เจ้าตายแน่นอนภายใต้กระบี่โลกันต์เล่มนี้...ความจริงข้าก็ไม่อยากใช้มันนักหรอก..
แต่ตอนนี้มันจำเป็นเว้ย...เจ้าพัฒนาพลังจิตได้เร็วเกินไป..สัญชัย..."
มันหันมาทางกะทะแล้วยิ้มเยาะหยัน
กะทะมองหน้ามันด้วยความสลดและสังเวช
คนเราเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ ทำอะไรก็ได้ไม่ว่าจะชั่วสักแค่ไหนเพื่อเป้าหมายนั้น
ในวินาทีนั้นนั่นเองกะทะตัดสินใจว่าจะต้องกำจัดคารามันและส่งมันไปสู่นรกอเวจีให้ได้
กะทะยกมือกุมรูปกระบี่ขึ้นช้า ๆ ..บัดนี้ตัวกระบี่ก็เปลี่ยนดาบ แล้วเปลี่ยนกลับมาเป็นกระบี่สีเงินยวงวาบวับเหมือเดิม
คารามันมองกะทะไม่วางตา
"อย่ามาพูดให้เสียเวลาเลยคารามัน...เชิญ...."
พอเสียงเชิญจบลงกระบี่ของกะทะพุ่งวางดุจดาวตกเข้าหาคารามันในทันที
เสียง 'แซ๊ะ.ๆๆๆๆๆๆๆ....' ดังรัวถี่แล้วตามมาด้วยเสียง 'ซ่าาาา ๆๆๆๆๆๆๆๆ'
กะทะถอยออกมาก้าวหนึ่ง คารามันเองถอยถึงสามก้าว
แขนซ้ายเหมือนจะโดนกรีดไปหนึ่งแผลเลือดสีแดงไหลย้อยลงมา
คารามันเองอาจได้รับบาดเจ็บแต่ไม่ทราบว่าที่ตรงไหน หรืออาจบาดเจ็บภายใน
กะทะยืดตัวขึ้นแล้วกล่าวว่า
"ช่างชั่วร้ายจริง ๆ"
กะทะไม่ได้โดนกระบี่โลกันต์แต่ถูกมือซ้ายที่ลอบซัดอาวุธเสี้ยวจันทราของมันกรีดผ่าน
กะทะรีบกำหนดสร้างรังสีจิตเพื่อสมานบาดแผลโดยเร็วเพื่อไม่ให้เสียเลือดอีก
ไม่นานบาดแผลก็สมานตัวเหลือแต่เพียงเงาจาง ๆ ขนาดยาวเกือบสามนิ้ว
กะทะทบทวนกระบวนท่าไท่เก๊กกับวิชาปางมือ แม้กะทะสามารถหลอมรวมวิชาทั้งสองเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน
แม้ยามนี้จิตประสานกระบวนท่าจนก่อเกิดความว่างหลอมรวมกระบวนท่ากับจิตและจินตนาการแล้วก็ตาม
ประสบการณ์ในการต่อสู้เอาชีวิตจริง ๆ ของกะทะถือว่าอ่อน..ด้อยประสบการณ์เป็นอย่างยิ่ง
การซ้อมมือกับดนตรีฤทธิ์ก็เพียงระยะสั้น ๆ ไม่ได้มีการทุ่มเทด้วยชีวิตเหมือนครั้งนี้
เมื่อความกังวลก่อเกิด ให้มีความเกร็งและไม่ผ่อนคลาย
สภาวะความว่างของกะทะเริ่มจะหดแคบลง..
คารามันสังเกตเห็นสภาพเช่นนี้ของกะทะเช่นกัน
มันยิ้มหยัน ๆ แล้วพูดว่า
"วันนี้เจ้าตายแน่นอนสัญชัย....เจ้าต้องตายกับกระบี่โลกันต์ของข้า...."
พูดแล้วมันก็หัวเราะจนดังก้องไปทั่ว
กะทะยืนสงบนิ่งภายในจิตของกะทะทบทวนท่าของไท่เก๊กและปางมือไปเรื่อย ๆ
คารามันถือโอกาสที่เห็นสภาวะจิตของกะทะเกิดช่องว่างชัดเจน
แม้จะเพียงเสี้ยวของวินาที แต่มันก็ตัดสินใจพุ่งกระบี่แทงเข้ากลางทรวงอกของกะทะทันที
กระบี่ใกล้เข้ามาแต่กะทะก็ยังคงยืนนิ่งเฉย
กระบี่โลกันต์อยู่ห่างจากอกเพียงนิ้วเศษ
พริบตาความเป็นความตายร่างของกะทะเหมือนกับมีอะไรอย่างหนึ่งดึงเขาถอยออกมาเกือบสามวา
กะทะสัมผัสได้ถึงความรุนแรงและอาฆาตจากรังสีกระบี่ที่คุกคามเข้าหา
การถอยออกมาอย่างกระทันเป็นเพียงสัญชาติญานเท่านั้นเอง
กะทะพยายามรวบรวมปราณ จิตและสมาธิให้มั่นคงอยู่กับความว่างอีกครั้ง
ในเมื่อยังไงก็ไม่อาจปรองดองกันได้ ทำไมไม่เอาชีวิตและจิตใจเข้าเดิมพัน
ถ้าไม่ชนะก็ไม่อาจช่วยมักกะลีผลราณีออกไปได้
ในเมื่อช่วยเธอผู้เคยร่วมจิตวิญญาณไม่ได้ ก็ไม่ต่างไปจากตายเหมือนกัน
เมื่อกะทะคิดได้ ปลงตก ตัดสินใจเด็ดขาดทุกสิ่งก็ไร้ความหมาย
ในความคิดและความรู้สึกของกะทะยามนี้มีเพียงสิ่งเดียวคือการกำจัดคารามันให้ได้
กระบี่ถูกยกขึ้นแล้วชี้ตรงเข้าหาแสกหน้าของคารามันอีกครั้ง
คารามันเมื่อพลาดโอกาสอันงดงามในชั่วพริบตาไปได้มันหยุดนิ่งรอคอย
สายตาของคารามเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวครามเด่นชัด
ไม่เพียงแต่กะทะที่เห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ ผู้สังเกตการณ์ทุกคนก็เห็นเหมือนกัน
เพราะนอกจากสายตาแล้วเรือนร่างของคารามเริ่มเปลี่ยนเป็นงองุ้มและตัวใหญ่หนาขึ้น
การเปลี่ยนแปลงเป็นอยู่ไม่นาน กะทะได้ยินเสียงอุทานระงมดังขึ้น
"นักพรตอู๋...."
เรือนร่างของคารามันยามนี้เปลี่ยนไปเป็นเรือนร่างของคนที่เรียกว่านักพรตอู่สมบูรณ์แล้ว
หน้าตาอวบอูม ขนคิ้วยาวมาถึงแก้ม มีสิ่งเหมือนเดิมเพียงดวงตาที่เป็นสีเขียวคราม
"ฮะ...ฮาาาาา....."
คารามันที่กลายร่างเป็นนักพรตอู๋แสยะปากหัวเราะลั่น
"เจ้าหนุ่ม เหอ ๆ ดี ๆ เจ้าเปิดโอกาสให้ข้าได้มีโอกาสออกมาได้...ขอบใจ...ๆ"
เสียงแหบพร่าพูดกับกะทะ
"ท่าน..ท่านเป็นใคร ?"
"เหอ ๆ เจ้าหนุ่ม..ข้านักพรตอู่..นักพรตปีศาจไง...เจ้าคงไม่รู้จัก...ข้าคันไม้คันมือมานานแล้ว มา..มา..."
มันกวักมือให้กะทะเดินเข้ามาหา
กะทะยังยืนนิ่งเพียงสายตาจับจ้องที่เรือนร่างอ้วนงองุ้มไม่วางตา
"เจ้าไม่เข้ามา...ข้าจะเข้าไปเอง..."
กะทะยกกระบี่ขึ้นในท่าเตรียมพร้อม
พริบตานักพรตอู๋เงื้อมือขึ้นฟันฉับลงมาตรง ๆ ทันที
กะทะยกมือขึ้นรับพร้อมเคลื่อนพลังปราณให้ท่วงท่าของไท่เก๊กที่แสนหยุ่นเหนียว
เสียงดัง 'ป๊อก....' เบา ๆ เกิดขึ้น
คารามันที่กลายร่างเป็นนักพรตอู๋ถอยหลังแล้วยิ้มร่า
"สมใจ..ๆ เกือบร้อยปีแล้วที่ไม่ได้ประมือกับผู้คน..."
กะทะมองเขม็งอย่างระแวดระวัง
"ร ะ วั ง"
คำว่าระวังไม่ทันจะสิ้นเสียงนักพรตอู๋กระโดดตัวลอยฟันกระบี่ลงมาตรง ๆ อีกครั้ง
แต่ครั้งนี้พลังที่ทุ่มลงมาเหมือนกับทุ่มภูเขาทั้งลูกลงมา กะทะสะท้านไปทั้งร่าง
ในสายปราณเหมือนกับมีเข็มแหลมนับร้อยนับพันทิ่มแทงลงไป
กะทะต้องย่อตัวลงตั้งหลักและผงะถอยหลังไปหลายก้าว
กะทะต้องสะกดสายพลังที่ปั่นป่วน นักพรตอู๋ก็หยุดยืนนิ้วแล้วยิ้มอย่างพอใจ
"ไม่เลว...ต่อไปข้าจะจู่โจมเต็มกำลัง..ระวัง..."
ในสมองของกะทะคิดออกเพียงอย่างเดียวว่าจะต้องใช้ท่วงท่าของไท่เก๊กกับปางมือ
กะทะจึงตั้งท่าเริ่มต้นของไท่เก็กผสานกับกระบี่ในมือ
พลังปราณในร่างโคจรผ่านจุดต่าง ๆ นับพันนับหมื่นรอบในพริบตา
นักพรตอู๋แทงกระบี่ออกมาตรง ๆ อีกครั้ง แต่คราวนี้เชื่องช้าอย่างยิ่ง
แต่ในสายตาของกะทะกลับหาจุดอ่อนช่องว่างของกระบี่นี้ไม่พบ
มันเหมือนกับเคลื่อนย้ายภูเขามาเข้ามาตรง ๆ ยังไงยังงั้น
กะทะยกกระบี่ขึ้นตัดสินใจจี้กระบี่เข้าปะทะกับกระบี่ของนักพรตอู๋โดยตรง
ปลายกระบี่ทั้งสองไม่ได้สัมผัสกับแม้แต่นิดเดียวแต่เกิดเสียง "เปรี๊ยะ ๆ ๆ" ดังถี่ยิบ
กะทะสะท้านมือรอบแล้วรอบเล่า พยายามกัดฟันสมองขบคิดหาวิธีแก้ไข
ความรู้สึกของกะทะชาวาบไปทั้งร่าง คิดยังไงก็มองไม่เห็นวิถีที่จะนำออกมาใช้ได้
พยายามร่ายรำกระบี่ออกในท่าไท่เก๊กกระบวนท่าแล้วกระบวนท่าเล่า
พลังหยุ่นเหนียวของไท่เก๊กทำให้กระบี่ที่แทงนับร้อยนับพันเฉียดไปเฉียดมาอย่างน่าหวาดเสียว
ผู้สังเกตการณ์ทุกคนต่างปากอ้าตาค้าง ขนพองสยองเกล้า
กะทะสู้ไปถอยไปอย่างลำบากยากเย็น
ชีวิตยามนี้เหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้าย
ที่กะทะอาศัยอยู่ก็เพียงท่าเท้าของไท่เก๊กที่เมื่อถึงจุดวิกฤตแห่งชีวิตพลิกหลบได้อย่างหวุดหวิด
ผู้สังเกตการณ์ในห้องต่างอุทานกันระงม มองกะทะด้วยความเห็นใจ
.........................................
"โยม...คืนนี้ให้นั่งสมาธิกับเดินจงกรมให้มาก ๆ นะ"
พี่พลอยก้มลงกราบหลวงพ่อ
"เจ้าค่ะ...บุญกุศลของโยมจะช่วยเขาได้หรือเจ้าค่ะ...?"
"ได้ซิโยม...โยมกับเขานะผูกพันแนบแน่นกันมาทุกชาติทุกภพ โยมอธิษฐานว่าจะทุ่มเททุกอย่างเพื่อเขาเอาไว้นี่นา..."
พี่พลอยก้มหน้าแล้วพูดว่า
"โยม..ก็ยังยึดมั่นและทำตามความปรารถนานั้นอยู่เจ้าคะ..."
หลวงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า
"หลวงพ่อก็ไม่รู้จะช่วยยังไง...โยมไม่ยอมปลดปล่อยตัวเองนี่นา..."
"เจ้าคะ..โยมอยากบวชชีเจ้าคะ.."
หลวงพ่อพยักหน้า
"ชาตินี้ของโยมก็คงต้องเดินไปตามเส้นทางนั้นนั่นแหละ..."
"พรุ่งนี้อนุญาตให้โยมโกนหัวนะเจ้าค่ะ..."
หลวงพ่อส่ายหน้า
"โยม..ต้องรอให้เขากลับมาก่อนแล้วค่อยบวช..."
"เขาจะกลับมาได้แน่นะเจ้าค่ะ..."
หลวงพ่อพยักหน้า
"เขาก็ต้องชดใช้ของเขาเองเหมือนโยมนั่นแหละ...สังสารวัฎมันน่ากลัวแบบนี้แหละโยม..."
หลวงพ่อถอนหายใจ
"แต่โยมยังทิ้งเขาไปไม่ได้หรอกเจ้าคะ..."
พูดแล้วหยาดน้ำตาเอ่อคลอดวงตาทั้งสองของพี่พลอย
"โยมพักกับแม่ชีอ่อนซินะ..."
"เจ้าคะ.."
"อื้อ...ดี..แม่ชีอ่อนเป็นพี่เลี้ยงโยมได้..."
"เจ้าคะ..."
หลวงพ่อเดินจากไป
พี่พลอยก้มหน้าลงอ่อนล้าจนเกินกว่าจะลุกไหว
ระหว่างตัวเองกับกะทะพี่พลอยจะเลือกแบบไหนดี
สะท้าน..หวั่นไหว...ใยดี..ด้วยรักที่เปี่ยมล้นพ้นใจ
......................
น้องหมวยอยู่ในห้องนอน
วันนี้ทำไมคิ้วมันถึงได้กระตุกบ่อยเสียเหลือเกิน
น้องหมวยอาบน้ำอาบท่าขึ้นเตียงจะพักผ่อน
ในใจเหมือนมีเสียงของกะทะเรียกหา
น้องหมวยจับสายปราณแล้วโคจรเพื่อจะให้ใจสงบ
จากจักระมูลฐานพลังปราณปั่นเร็วจี๋แล้วกระจายขึ้นมาตามสายปราณ
เติมเต็มให้แอ่ง แหล่งและจุดต่าง ๆ ที่จำลองมาจากแผนที่ดาวของมหาจักรวาลจากพระผู้สร้าง
แล้วทั้งหมดทั้งมวลก็ไหลไปรวมกันที่จักระมงกุฎจากนั้นก็กระจายออกจากกระหม่อมเชื่อมประสานกับพลังมหาศาลของมหาพรหม
น้องหมวยหลับตานอกแต่ตื่นด้วยตาใน
"พี่กะทะ..พี่กะทะอยู่ไหน...????????????"
สายจิตของน้องหมวยแผ่พุ่งออกตามหาพี่กะทะ
แต่สื่อจิตของน้องหมวยก็แผ่ไปไม่ถึงพี่กะทะ
รอบแล้วรอบเล่าน้องหมายพยายามสื่อไปถึงพี่กะทะ
แต่ก็เหมือนพี่กะทะกับน้องหมวยอยู่กันคนละห้วงของจักรวาล
น้องหมวยแผ่แสงจิตของตัวเองออกไปค้นหาต่อไป
.................................
กระบี่โลกันต์ของนักพรตอู๋จากฟันลงตรง ๆ เพิ่มความเร็วขึ้นทุกขณะ
กะทะโคจรปราณร่ายรำกระบี่จากท่วงท่าของไทเก๊กแม้จะจะคล่องมากขึ้น
ประกอบกับพลังอ่อนหยุ่นสามารถปกป้องอาการบาดเจ็บจากปราณที่เข้มแข็งและรุนแรงได้ก็ตาม
เนื่องเพราะปราณของกะทะไปทางหยินมากกว่าหยาง
ดังตำราเรียกว่า "แก่หยิน" มากเกินไป
พลังหยินเป็นพลังเพศหญิงที่มีอ่อนหยุ่นเหนียวนุ่มนวล
พลังหยางเป็นพลังเพศชายที่มีแต่ความแข็งแกร่ง รุนแรง และทำลาย
นักพรตอู๋แก่หยาง ส่วนกะทะแก่หยิน
ในสายตาของผู้สังเกตการณ์สภาพของกะทะอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่อาจบาดเจ็บล้มตายได้ทุกขณะ
แต่เหตุการณ์นี้กลับทำให้กะทะได้ปลดปล่อยพลังหยินจำนวนมากมายมหาศาลออกไป
ยิ่งนานพลังหยินยิ่งพลั่งพรูหลั่งไหลออกมาเหมือนกับสายน้ำบ่า
ควรเป็นสิ่งน่าตระหนกตกใจเพราะมันมีสภาพเหมือนกับถูกดูดพลังปราณด้วยวิชามาร
แต่กะทะเกิดความรู้ขึ้นกลางจิตว่าสิ่งใดเมื่อถึงที่สุดก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่
กะทะตัดสินใจปล่อยให้ความเป็นความตายขึ้นอยู่กับโชคชะตา
ทั้งการตัดสินใจและดำเนินตามวิธีดังกล่าวกลับเป็นแก่นของวิชาอี้จิงโบราณ
กะทะปลดปล่อยพลังหยินหยุ่นเหนียวออกมาแรงและเร็วขึ้นเรื่อย ๆ
จนสภาพรอบ ๆ ตัวเกิดเป็นกำแพงพลังหยินล้อมจนกระบี่ของนักอู๋ไม่อาจชำแรกผ่านเข้ามาได้
โยโคสิขิมตาเป็นประกายพยักหน้าแสดงความชื่นชมกะทะในใจและรู้สึกหมดห่วง
ในห้วงวิกฤตพลังยินของกะทะขุมสุดท้ายที่ท้องน้อยไม่ได้แผ่ออกไปตามสายปราณปกติ
แต่พลังกลับวิ่งย้อนทวนขึ้นไปที่จักระมงกุฎแล้วแผ่กระจายซ่าลงมาเหมือนกับน้ำพุ
สายพลังที่แผ่ลงมาเหมือนกับน้ำพุนี้มีทั้งหยินและหยางที่สมดุลกันเป็นที่สุด
สายปราณโคจรลงไปตามจุดเชื่อมต่าง ๆ จากสายใหญ่ไปยังสายเล็กสายน้อยจนเต็ม
ส่วนเส้นทางหลักก็ไล่จากจักระมงกุฎลงไปจนถึงจักระมูลฐาน
จากนั้นพลังหยิน-หยางก็ลงมาหลอมรวมตัวกันอย่างสมบูรณ์ที่บริเวณท้องน้อย
คนที่รับรู้และสัมผัสกับสายปราณที่เปลี่ยนแปลงของกะทะเป็นคนแรกก็คือคู่ต่อสู้นักพรตอู๋
สายตากะทะเรืองรองเป็นประกายสีทอง
มีกระบี่แล้วจะเป็นอะไร ไม่มีกระบี่แล้วจะเป็นอะไร
ความคิดนี้เกิดขึ้นในห้วงคำนึง
สสารก็คือพลังงานที่ปรากฏอย่างรูปธรรม และพลังงานก็คือสสารที่ปรากฏอย่างนามธรรม
กระบี่ของกะทะเกิดประกายวูบขยายขนาดขึ้นเรื่อย ๆ
รับการโจมตีอย่างพิสดารของคารามันในรูปของนักพรตอู๋ได้มั่นคงหนักแน่นขึ้น
ไม่รู้สึกหนักหน่วงรุนแรงเหมือนตอนแรก ๆ แล้ว
นักพรตอู๋เปลี่ยนการโจมตีแบบฟันเอาฟันเอาทื่อ ๆ ด้าน ๆ
ปลายกระบี่และคมกระบี่เริ่มฉวัดเฉวียนวูบวาบแทบไร้ร่องรอยให้สืบค้น
สิ่งไหนคือแก่น สิ่งไหนคือกระพี้ กะทะปล่อยวางการจดจ่อทั้งมวลลงสิ้น
ปล่อยให้ใจ ปราณ กับภาระหน้าที่เป็นเข็มทิศนำทาง
กะทะปล่อยให้กะบี่กลับไปสู่สถานะของพลัง ทุกคนจึงไม่เห็นกระบี่ของกะทะอีกต่อไปด้วย
แม้แต่โยคีสิขิมผู้อาวุโสก็ยังเบิกตากว้างในแววตาเหมือนกับงุนงง
ทุกคนเห็นมือของกะทะร่ายรำในกระบวนท่าไท่เก๊กที่ช้ามาก ๆ
นักพรตอู่ส่งเสียงจิ๊กจั๊ก ๆ แล้วยิ้มอย่างยินดีปรีดา
กระบวนท่ากระบี่ยิ่งมายิ่งพิสดารจนผู้ร่วมสังเกตการณ์ต่างส่งเสียงฮือฮา
"สามสิบหกท่ากระบี่โลกันต์ ..พ่อหนุ่มระวังตัว..."
กะทะแม้ได้ยินคำเตือนแต่ตอนนี้สมาธิและจิตทั้งมวลหลอมรวมจนเหลือเพียงหนึ่งเดียว
ปราณหยินหยางโคจรหนุนเนื่องไม่ขาดตอน
วงแขนที่งอโค้งแล้วสะบัดฝ่ามือออกไปเหมือนไม่ตั้งใจ
ไม่มีใครรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นแต่นักพรตอู๋ที่เป็นภาคหนึ่งของคารามันร้อง "โอ๊ก..." ขึ้น
กะทะเองก็ไม่สนใจว่าอะไร ๆ จะเกิดขึ้น
ท่าแล้วท่าเล่าที่ร่ายรำออกมาจนก่อเป็นมวลพลังที่มองไม่เห็นหมุนวนเป็นวง ๆ
นักพรตอู๋เริ่มหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความไม่เข้าใจ
กระบี่ก็ไม่ได้อยู่ในมือของกะทะแต่ทำไมทุกครั้งที่กระบี่ของตนโจมตีเข้าไปยังจุดสำคัญบนร่างกายของกะทะ
เหมือนมีกระบี่นับร้อยนับพันเล่มโจมตีและทิ่มแทงกลับออกมาเจาะทำลายปราณจนตัวเองสะท้าน
นักพรตอู๋โจมตีเร็วขึ้นไปอีก ปลายกระบี่ก่อเกิดเงากะโหลกหลอกหลอน
กะโหลกทุกกะโหลกเหมือนจะรุมขย้ำกะทะให้แหลกลาน
แต่ก็น่าแปลกที่กะโหลกไม่สามารถเข้าไปในวงกระบี่ก็ถูกทำลายสลายวับไปทันที
นักพรตอู๋ยิ่งนานก็ยิ่งงุนงง กระบี่ยิ่งมาพลิกแพลงพิสดาร
แต่เวลาผ่านไปกะทะยิ่งมั่นคง หนักแน่นและเรียนรู้กระบวนท่าไปเรื่อย ๆ
รอบ ๆ ตัวของกะทะเกิดประกายระยิบระยับ
มือที่ร่ายรำยิ่งเชื่องช้าลงอีก ส่วนพลังหมุนวนกลับหนาแน่นจนก่อให้เกิดม่านพลังเป็นชั้น ๆ
การป้องกันตัวเองของกะทะยามนี้สมบูรณ์แบบด้วยพลังทั้งหยินและหยาง
แต่กะทะจะต่อสู้และเอาชนะคารามันได้อย่างไร ?
กะทะเองยามนี้ไม่ได้สนใจใยดีการการชนะหรือพ่ายแพ้
ดวงจิตแน่วแน่และล้ำลึกเข้าถึงแก่นของภาระและหน้าที่
ในเมื่อใจกระจ่างก็เหมือนมองเห็นชัดเหมือนน้ำในบ่อที่ไร้ละลอก
เงาจันทร์ดวงกลมโตนวลกระจ่าง ไม่ถูกม่านมายาลวงตา
กระบวนท่าที่ดูเหมือนจะไร้จุดอ่อนช่องว่างที่ผ่านการดัดแปลงและแก้ไขมากว่าสามร้อยปี
กะทะก็มองเห็นร่องรอยให้สืบสาวกระจ่างแจ้งทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง
ความแข็งปะทะกับความแข็งก็ย่อมแตกทำลายไปทั้งคู่
แต่หากความแข็งเจอกับความอ่อนมันก็เหมือนกับก้อนหินจมหายลงไปในสายน้ำ
ในมือกะทะไม่มีกระบี่ แต่จิตกะทะก็คือกระบี่
ไม่เพียงแต่ต้านรับรังสีกระบี่จิตซอกซอนเข้าไปหาจุดอ่อนช่องว่างที่แสนน้อยนิด
พลังแหลมคมเริ่มบาดชุดของนักพรตอู๋ทีละรอย ๆ จนถึงขณะนี้กระรุ่งกระริ่ง
การร่ายรำเพลงกระบี่โลกันต์ที่เปรียบเหมือนวิชาก้นหีบเริ่มแสดงออกถึงความหนักหน่วงกินแรง
ลมหายใจหอบกระชั้นถี่จนได้ยินไปชั่วห้อง เสียงฟืดฟาด ๆ เหมือนเสียงม้ายามควบเต็มฝีเท้า
ปลายกระบี่โลกันต์ปะทะกับความหยุ่นเหนียวจนไม่สามารถเจาะผ่านเข้าไปได้แม้แต่นิดเดียว
หน้าตาของคารามันในคราบของนักพรตอู๋เหมือนจะร่วงโรยแก่ชราเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ
ขนคิ้วยาวที่ห้อยย้อยมาถึงโหนกแก้มถูกรังสีกระบี่จิตกะทะตัดขาดจนปลิวหล่นลงบนพื้น
นักพรตอู๋ตระหนกจนรีบถอยร่นออกไป เป็นครั้งแรกในรอบร้อยปีที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้
สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์นี่ก็แปลก
การเอาชนะใคร ๆ มามากเท่าไหร่ก็ยิ่งเพาะอหังการ์ความถือดีว่าแก่งกาจและเหนือใคร ๆ ในโลก
แต่พอรู้สึกว่าตัวเองอาจพ่ายแพ้ก็ทำใจไม่ได้ และไม่เชื่อว่าตนจะพ่ายแพ้เป็นพ่ายแพ้ได้
คมกระบี่จิตของกะทะกรีดผิวหนังของนักพรตอู๋จนเป็นริ้วรอยมากมาย
กะทะคุมกระบี่เฉียดผ่านผิวหนังเพราะไม่อยากทำปาณาติบาต
ทุกขณะที่นักพรตอู๋อ่อนล้าลงริ้วรอยแผลก็เพิ่มมากขึ้น
จนในที่สุดนักพรตอู๋หรือคารามันก็มีเลือดสีดำโซมกาย
เรือนร่างของนักพรตอู๋เริ่มเปลี่ยนกลับเป็นคารามันช้า ๆ
ชุดขาวของมันถูกย้อมด้วยโลหิตสีดำจนแทบจะหาความขาวไม่ได้
ดวงตาเบิกโพรง หน้าตาเหยเก รูปกายไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด เพราะดวงจิตของมันเจ็บปวดกว่ากายนับร้อยเท่า
คารามันหอบหายใจถี่ ยืดอกขึ้นชี้หน้ากะทะแล้วพูดว่า
"เจ้า...เจ้าสัญชัย...แน่จริงก็ฆ่าข้าเลยสิ..."
กะทะส่ายหน้าแล้วพูดว่า
"คารามันเจ้ายอมรับการพ่ายแพ้เสียเถอะ...จบความอาฆาตพยาบาทเสียเถิด..."
คารามันส่ายหน้าแล้วอ้าปากจะพูด
แต่ปรากฏเงาวูบออกจากปากคารามันพุ่งตรงเข้าหากะทะ
เสียงในห้องร้องกันเอ็ดอึง
กะทะมองแล้วยกมือขวาขึ้นเสมออก มือซ้ายตวัดเป็นวงโค้งพลิกฝ่ามือออกด้านนอก
ฉับพลันเกิดพลังม้วนหมุนเป็นเกลียวราวพายุหวีดหวิว
พลังหมุนดูดเอาเงาดำม้วนหมุนเข้าไปอยู่ภายใน
คารามันยกมือขึ้นงอนิ้วแล้วดีดเม็ดพลังจิตผสมกับอาวุธลับเดือนเสี้ยวเพื่อแอบทำร้ายกะทะอีกครั้ง
กะทะวาดมือโค้งม้วนวงมือเข้าและออกเพื่อควบคุมพลังปราณหยุ่นเหนียวของธาตุหยิน-หยางให้ปั่นเร็วขึ้น ๆ
วงหมุนที่เร็วมีความรุนแรงจนเสื้อผ้าของกะทะและเสื้อที่ถูกกระบี่จิตกระรุ่งกระริ่งสะบัดพริ้วตามแรงลม
กะทะยืนนิ่งกับที่และคารามันที่สูญเสียพลังไปมากมายเนื่องจากหลายวันมานี้มันไม่ได้สูบปราณและเลือดเนื้อมนุษย์อีกเลย
มันหอบหายใจรุนแรงริมฝีปากกัดแน่นสายตาเบิกจ้องปานถลน
คารามันพยายามควบคุมพลังจิตของตนขึ้นมาอีกครั้ง
พยายามดีดเม็ดพลังและอาวุธเดือนเสียวเข้าทำร้ายกะทะ
แต่ลำพลังที่หมุนอยู่ป้องกันอันตรายต่าง ๆ เอาไว้ได้ทั้งหมด
ในมือของกะทะปรากฏเงาของศรพรหมาศขึ้นแล้วศรพลังจิตของกะทะก็พุ่งออกมา
ศรสีขาวเป็นประกายจนทุกคนเห็นชัด
ศรวิ่งผ่านม่านพลังและพุ่งตรงเข้าหาคารามัน
คารามันยกมือขึ้นแล้วดีดเม็ดพลังครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ก็ไม่สามารถหยุดศรพลังจิตของกะทะเอาไว้ได้
เม็ดพลังสุดท้ายยิงถูกศรของกะทะอีกครั้งแต่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งเอาไว้ได้เช่นเดิม
ในที่สุด...ปลายแหลมของศรรูปสามเหลี่ยมสีเงินยวงก็ค่อย ๆ ปักเข้าไปกลางอกของคารามัน
"อ้ากกกกก...."
คารามันร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด เข่าทรุดลงทั้งสองข้างกระแทกพื้น
ฉับพลันบังเกิดเป็นเงาหมอกสีดำพวยพุ่งฟู่ ๆ ออกจากบาดแผลที่ถูกปลายศรปัก
เงาดำพวยพุ่งออกมาแล้วเกิดเสียงหวีดหวิว ปรากฏมีเงาร่างสีซีดเทาจางหม่น
ร่างแรกที่ออกมาเหมือนเงาร่างของนักพรตอู๋ที่เพิ่งต่อสู้กับกะทะ
จากนั้นก็มีตามออกมาอีกมากมาย ทั้งเงาร่างของผู้หญิง-ผู้ชายและเด็กนับร้อย ๆ ร่าง
"ดูซิ...พวกนี้คงถูกมันสูบเลือดสูบปราณเข้าไปหล่อเลี้ยงตัวเอง"
คนธรรพ์ที่ยืนตะลึงดูอยู่พูดขึ้น
ทุกคนสีหน้าสลดกับชะตากรรมของเรือนร่างที่เพิ่งถูกปลดปล่อย
กะทะเองก็เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเข้าใจแบบเดียวกัน
กำหนดจิตโดยยกเอาบารมีที่สร้างสมมาตั้งแต่อดีตชาติ ปัจจุบัน และอนาคตกาลเป็นที่ตั้ง
แผ่บุญจิตดวงขาวใสให้กับดวงวิญญาณทุกดวงด้วยความบริสุทธิ์ใจ
ดวงวิญญาณทุกดวงหยุดอยู่ครู่หนึ่งต่างหันมามองกะทะเหมือนขอบคุณแล้วพุ่งวาบหายไปทันที
"สาธุ..ๆ......."
เสียงเกิดจากกลุ่มผู้สังเกตการณ์
โยคีสิขิมเดินเข้ามาหาคารามัน
"ท่านยอมรับการพ่ายแพ้หรือยัง....?"
คารามันก้มหน้า
"ข้าไม่มีอะไรจะพูด จะจัดการยังไงก็เชิญ..."
บัดนี้คารามันมีเรือนร่างผอมหนังหุ้มกระดูกค่อย ๆ ยันตัวจะลุกขึ้นแต่ก็ต้องทรุดลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง
"พ่อหนุ่ม..เจ้าจะจัดการยังไง...?"
"ขอเรียนท่านโยคีสิขิม..กระผมยอมรับการตัดสินของท่าน..."
โยคีสิขิมหันไปมองผู้สังเกตการณ์ทุกคนแล้วพูดว่า
"ทุกท่านมีความเห็นยังไงถ้าข้าจะตัดสินให้พ่อหนุ่มเป็นผู้ชนะ...."
พลับปรากฏเสียงปรบมือกึกก้องและต่างก็ร้องออกมาว่า
"เห็นด้วย ๆ ๆ"
"เอาละพ่อหนุ่ม..เจ้าชนะอย่างขาวสะอาด ชนะด้วยความอดทนและเพียรอย่างถึงที่สุด
พรุ่งนี้เช้ามักกะลีผลถึงกำหนดปลิดออกจากขั้ว...เชิญเจ้าไปรอที่โคนต้นได้เลย..."
พูดจบโยคีสิขิมยกมือแล้วร่ายมนตราเสียงงึมงำออกมาเบา ๆ
รอบ ๆ ตัวเกิดการไหววูบวาบ
ทุกคนกลับมาอยู่ตรงหน้าต้นมักกะลีผลเหมือนเดิม
คารามันก็ยังคุกเข่าอยู่ตรงหน้ากะทะ
"คารามัน..ข้าขออโหสิกรรมที่ข้ากับเจ้าเคยผูกกันมา..."
คารามันส่ายหน้า ขณะที่ดวงตาทุกคู่มองมันเขม็ง มันยกมือขึ้นแล้วตบฉาดเข้าไปตรงอกด้านซ้ายเสียงดังสนั่น
"ป๊าบ..............."
เลือดสีดำสนิทไหลออกจากมุมปากที่แสยะเหมือนยิ้มเยาะ ดวงตาเบิกโพรงจ้องมองกะทะ
โยคีสิขิมถอนหายใจแล้วพึมพำออกมาว่า
"ในที่สุดความอาฆาตพยาบาทก็กลืนกินตัวเองอีกครั้งหนึ่งแล้ว..."
กะทะถอนหายใจแล้วกำหนดจิตแผ่เมตตาออกไปให้ไม่ว่าคารามันจะรับหรือไม่รับก็ตาม
ในชาตินี้ภพนี้ก็คงจะจบกันเพียงเท่านี้ ชาติต่อไปภพต่อไปจะเป็นยังไงก็แล้วแต่
กะทะวางจิตให้เป็นกลางไม่อยากจะรู้สึกยินดีหรือยินร้าย
"มารไม่มีบารมีก็คงไม่เกิด...."
กะทะหันหลังกลับไปมองมักกะลีผล 'ราณี' ที่บัดนี้ผิวเป็นสีมะปรางสุกปลั่งงดงามเสียเหลือเกิน
สายตาทุกคู่ที่มองเรือนร่างของมักกะลีผลต่างเต็มไปด้วยแววตาเคลิบเคลิ้มหลงใหลรักใคร่ยินดี
ไม่เว้นแม้แต่กะทะเอง เขามองเรือนร่างมักกะลีผล 'ราณี' อย่างปรารถนา
นอกจากภาระหน้าที่ที่ต้องทำ ผลของมักกะลียังบรรดาลความสุขล้นเหลือกว่ากามสุขใด ๆ บนพื้นพิภพ
พรุ่งนี้เขาจะได้ลิ้มรสมักกะลีผล 'ราณี' และได้มาครอบครองเป็นเจ้าของ
กะทะแววตาเป็นประกายเจิดจ้าเรืองรอง
-------------------
โดย kankan
27 ตุลาคม 2552 |
|
| Author | Reply |
(เข้าสู่ระบบ vaio_angel) | ขอบคุณมากครับ วันนี้โชคดี | October 28 2009, 7:01 PM |
ขอบคุณมากครับ
อีกวันหนึ่งที่โชคดี
ได้อ่านกะทะ ภาคหิมพานต์ ของคุณ kankan
โดยเฉพาะ ตอนนี้ ถือได้ว่า สุดยอด
ละเอียด ลึกล้ำ แต่ก็ยังแฝงเอาไว้ด้วยปรัชญา แห่งพุทธ เซ็น (หรือเปล่า?)
ล้ำลึก อโหสิกรรม ที่ไม่เคยยอมรับ การเวียนว่ายในทะเลทุกข์ จึงยังมี
ชนะแล้ว น้องกะทะ เราจะต้องเจอกับใคร และอะไรอีกเล่า ? แย้มหน่อย ? หรือ คารามัน ยังมันไม่หมด ?ครับ
มันต้องมีความล้ำลึก ที่กะทะต้องเดินผ่าน อีก ตั้ง 2 ปีนี่นะ
คงจะไม่ใช่ จบแล้ว เอากัน ออกไปแต่งเมีย แล้วย้อนกลับเข้ามาอีกนะ
เหม แต่ถึงจะแค่นั้น มันก็น่าอิจฉา กะทะนะ สาวสวยเพียบเลย ที่รอคอยอยุ่
ขอบคุณมากนะครับ ขอเป้นกำลังใจให้ต่อไปครับ |
|
คนผ่านทาง (เข้าสู่ระบบ Passway) | Re: ขอบคุณมากครับ วันนี้โชคดี | October 28 2009, 10:01 PM |
โอ้ ตอนนี้ สุดยอด อ่านแล้วตัวเกร็งเลย จินตนาการว่าเราเป็นกระทะ (อ่านแบบหยุดหายใจไปเลย)
รออ่านจนคุ้มค่ากับการรอ |
|
TeePB (เข้าสู่ระบบ TeePB) | สุดยอดดด | October 28 2009, 11:00 PM |
เหมือนได้อ่านฉากต่อสู้ที่ประทับใจของนิยายภายใน
ลึกล้ำ แฝงด้วยปรัชญา ความเป็นไปของธรรมชาติ
ชอบมากๆครับ
|
|
(เข้าสู่ระบบ kai-land) | Re: กะทะ ภาคหิมพานต์ ตอนที่ 11-ศึกชิงมักกะลีผล ตอน 2 | October 29 2009, 1:50 AM |
สนุกมาก...เหมือนอ่านหนังจีนกำลงภายในเลย......ขอบคุณมากครับบบบบบบ |
|

(เข้าสู่ระบบ kenaa) | ขอบคุณมากครับ | October 29 2009, 2:48 AM |
ขอบคุณมากครับ
:) LoveFun Fan :) |
|
(เข้าสู่ระบบ aekza) | กะทะ ภาคหิมพานต์ ตอนที่ 11-ศึกชิงมักกะลีผล ตอน 2 | October 29 2009, 5:46 AM |
ในที่สุด ราณี ก้อจะเสร็จกะทะ อีก 1 คน
น่าอิจฉา กะทะ อ่ะนะ มีสาวสวย ๆ มาต่อคิว
ให้กะทะ เยอะแยะเลย และแต่ละคนก้อสวย ๆ ทั้งนั้น
รอติดตามตอนต่อไปด้วยใจระทึก
by aekza |
|
(เข้าสู่ระบบ sahamit11) | Re: กะทะ ภาคหิมพานต์ ตอนที่ 11-ศึกชิงมักกะลีผล ตอน 2 | October 29 2009, 5:54 AM |
สุดยอดกับการร่ายรำวรรณกรรม ขอบคุณมาก |
|
(เข้าสู่ระบบ ppp44) | Re: กะทะ ภาคหิมพานต์ ตอนที่ 11-ศึกชิงมักกะลีผล ตอน 2 | October 29 2009, 7:17 AM |
|
psm_mach (เข้าสู่ระบบ psm_mach) | Re: กะทะ ภาคหิมพานต์ ตอนที่ 11-ศึกชิงมักกะลีผล ตอน 2 | October 30 2009, 10:50 PM |
ไม่ว่างเข้ามาหลายวัน โชคดีวันนี้เจอกะทะ ตอนนี้ไหลลื่นมากครับ เดาไม่ถูกเลยว่ากะทะจะต่อสู้แบบไหน ปางมือกับไท้เก็กจะผสานกับปราณและพลังจิตได้ยังไง ผมว่าตอนนี้น่าจะเขียนยากนะ น่าจะเป็นพี๊คของภาคหิมพานต์ด้วย หลังจากนี้คงเป็นตอนสบายๆปนเสียวแล้วเพราะมักกะลีผลกำลังจะสุกหลุดจากต้น
ขอบคุณครับ
|
|
oracha (เข้าสู่ระบบ ornorn) | Re: กะทะ ภาคหิมพานต์ ตอนที่ 11-ศึกชิงมักกะลีผล ตอน 2 | October 31 2009, 9:26 AM |
โอ้โห อ่านตอนนี้แล้วรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในโรงละครเลยค่ะ ชอบความรู้สึกที่อ่าน ลงตัวไปหมด แต่ละภาพที่ได้ดราม่าถูกใจจริงๆ ยิ่งตอนคารามันเปลี่ยนหน้าเป็นสีขาว กับตอนที่ซัดมือตบเข้ากับอกซ้ายเนี่ย โอ สีหน้าและแววตาของดาราคนโปรดลอยมาเลยค่ะ... geoffrey rush ชัดๆ (เสียดายไม่หล่อแถมสูงอายุไปนิด คริคริ)
ขอบคุณมากๆๆ ค่ะ
*** ประกายกระบี่เป็นเงาสีดำปะทะกับสวนดอกไม้เนี่ย ก็ต้องขอโอ้โหอีกครั้ง ไม่รู้จะชมอย่างไรแล้วค่ะ ดิฉันถือเป็นจินตนาการที่สุดยอดจริงๆ ให้ครบทุกความหมายเลย | |
|
| Current Topic - กะทะ ภาคหิมพานต์ ตอนที่ 11-ศึกชิงมักกะลีผล ตอน 2 |
|
|